ผลการศึกษาวิจัยใหม่แสดงว่า
เด็กๆ จำนวนมากได้รับการตรวจด้วยการฉายรังสี CT-Scan
โดยไม่จำเป็น หลังจากเกิดการกระทบกระแทกรุนแรงและบาดเจ็บที่ศีรษะ รายงานการศึกษาวิจัยนั้น
มีข้อเสนอแนะและคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้
ภาวะสมองสะเทือน เพราะศีรษะถูกกระทบกระแทกรุนแรง
มักเกิดขึ้นในอุบัติเหตุรถยนตร์ชนกัน หรือหกล้ม หรือในการเล่นกีฬา
ภาวะดังกล่าวอาจไม่รุนแรงมาก
แต่แพทย์อาจสั่งให้ตรวจด้วยการฉายรังสี CT-Scanซึ่งเป็นการฉายภาพบริเวณศีรษะ
เข้าระบบคอมพิวเตอร์ที่ให้ภาพรายละเอียดของสมอง แต่รายงานการศึกษาวิจัยเมื่อเร็วๆ
นี้ เตือนว่า เด็กเป็นจำนวนมากขึ้น กำลังถูกตรวจแบบนี้โดยไม่จำเป็น
คณะนักวิจัยระดับชาติ
ซึ่งมีแพทย์สองคนของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย California วิทยาเขต Davis เป็นผู้นำ
ศึกษาประวัติการตรวจสุขภาพเด็กหลายพันคน ที่บาดเจ็บที่ศีรษะ และพบว่า ในหลายกรณี
ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง จากการถูกฉายรังสีมีมากกว่าความเสี่ยงอันตรายจากการกระทบกระเทือนที่ศีรษะ
การศึกษานั้นพบว่า
เด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป 1 ใน 5 คน และ อายุต่ำกว่า 2 ปี เกือน 1 ใน 4 คน
มีความเสี่ยงต่ำต่อการบาดเจ็บร้ายแรง แต่ก็ได้รับการตรวจ CT-Scan อยู่ดี
นักวิจัยคณะนี้ได้ตั้งกฏเกณฑ์ขึ้นมาในการพิจารณาว่า
การบาดเจ็บที่ศีร์ษะนั้น มีความรุนแรงถึงขั้นที่จะต้องได้รับการตรวจด้วย CT – Scan หรือไม่ นักวิจัยชุดนี้แนะนำแพทย์ว่า
สำหรับเด็กอายุไม่ถึง 2 ปี ไม่ควรใช้การตรวจ CT-Scan
หากสภาพจิตใจปกติ ไม่มีอาการบวมหลังศีร์ษะ ไม่มีกระดูกส่วนใดของกระโหลกศีร์ษะแตก
และไม่หมดสติเกิน 5 วินาที นอกจากนั้น แพทย์ควรพิจารณาตรวจสอบด้วยว่า
เด็กได้รับบาดเจ็บมาอย่างไร พ่อแม่ผู้ปกครองพูดถึงอาการผิดปกติใดๆ ของเด็กหรือไม่
รวมทั้งมีอาการหมดสติ หรืออาเจียร หรือปวดศีร์ษะรุนแรงหรือไม่ด้วย
สำหรับผู้ป่วยอายุ 2 ปีถึง 18 ปีนั้น การพิจารณาว่าสมควรใช้การตรวจ CT –
Scan หรือไม่ จะมีแนวทางคล้ายๆ กัน
เมื่อต้นปีนี้
วารสารการแพทย์กีฬาของอังกฤษเสนอแนวทางใหม่ สำหรับภาวะสมองสะเทือนในเด็กและวัยรุ่น
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญนานาชาติแนะนำว่า เด็กเหล่านั้นไม่ควรกลับไปเล่นกีฬา หรือไปโรงเรียนจนกว่าจะฟื้นตัวเต็มที่
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า สมองจะต้องได้รับการพักผ่อนในกระบวนการการรับรู้ด้วย
ซึ่งควรจำกัดกิจกรรมบางอย่าง อย่าง วิดิโอเกม การส่งข้อความทางอินเตอร์เน็ท
หรือดูโทรทัศน์
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า
เด็กมักจะใช้เวลานานกว่าผู้ใหญ่ ในการฟื้นตัวจากภาวะสมองสะเทือน และความก้าวหน้าของแต่ละคน
ควรเป็นแนวทางในการพิจารณาตัดสินใจว่า
ผู้ป่วยจะกลับไปทำกิจกรรมต่างได้อย่างปกติใหม่ได้หรือยัง ไม่ใช่การตั้งกำหนดเวลา
เฉพาะในสหรัฐ
แต่ละปีมีรายงานผู้เกิดภาวะสมองสั่นสะเทือนรุนแรงมากกว่า 1 ล้านคน