รัฐบาลประเทศต่างๆ
รวมทั้งมาเลเซียตระหนักดีว่า การจะฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้นั้น ต้องใช้การพัฒนา
สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจ แทนภาคอุตสาหกรรมการผลิตแบบดั้งเดิม
ที่ถูกคุกคามแข่งขันจากประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่า
โดยขณะนี้
มาเลเซียกำลังสนับสนุนโครงร่างเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการพัฒนา
รวมทั้งเพิ่มการลงทุนในสินค้า ที่ใช้เทคโนโลยีและแรงงานมีฝีมือระดับสูงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม บรรดานักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า มาเลเซียยังคงตามหลังประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ
ในเอเชียอยู่มาก เนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลเอง และการแข่งขันจากประเทศต่างๆ
สารซิลิคอนไดออกไซด์
คือส่วนประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์หลายประเภท
ตั้งแต่ปูนซีเมนต์ไปจนถึงฉนวนกันความร้อน ซึ่งการผลิตสารซิลิคอนไดออกไซด์ได้เอง ด้วยต้นทุนราคาถูกจากผลผลิตทางการเกษตรในท้องถิ่น
คือตัวอย่างหนึ่งแนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมของมาเลเซีย เพื่อแข่งขันในตลาดโลก
คุณ
Halimaton
Hamden ศาสตราจารย์ด้านนาโนเทคโนโลยี
แห่งมหาวิทยาลัยด้านเทคนิคมาเลเซียกล่าวว่า
นี่คือตัวอย่างของการเพิ่มความได้เปรียบ และการลดต้นทุนในเวลาเดียวกัน ซึ่งในที่สุดจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ
และไม่สิ่งแวดล้อม
ทางด้านนักเศรษฐศาสตร์อย่างคุณ
Yeah
Kim Leng ระบุว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของมาเลเซียในอดีต ที่ส่งผลให้มีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นจำนวนมากนั้น
ได้ถูกคุกคามจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก และการแข่งขันจากประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานถูกกว่า
เช่นเวียดนามและกัมพูชา ดังนั้นเพื่อการอยู่รอดและเติบโตในอนาคต
มาเลเซียต้องเดินทางแนวทาง ของประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ เช่น สิงคโปร์
ไต้หวันและเกาหลีใต้
คุณ
Leng ชี้ว่าประเทศเหล่านั้นลงทุนอย่างสูงในด้านทรัพยากรบุคคล
เป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิดโอกาสและยกย่องผู้ที่สามารถสร้างความสำเร็จได้ด้วยตนเอง
จึงส่งผลให้นโยบายของรัฐบาลประเทศเหล่านั้น
มุ่งเน้นไปที่ด้านวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี
สำหรับมาเลเซียนั้น
ที่ผ่านมารัฐบาลกรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้พยายามลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่เพื่อรองรับการพัฒนาในภาคเทคโนโลยี
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างทันสมัย ระบบการสื่อสารโทรคมนาคมความเร็วสูง
และระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการวิจัยพัฒนานวัตกรรมใหม่ซึ่งเริ่มแสดงผลออกมาบ้างแล้ว
อย่างไรก็ตาม
นักวิชาการบางคนยังเชื่อว่า ภาคเอกชนของมาเลเซียยังคงล้าหลังในการนำนวัตกรรมเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อยู่พอสมควร
ในขณะเดียวกัน
สิ่งท้าทายสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ของมาเลเซียคือนโยบายด้านเชื้อชาติ
โดยเฉพาะการให้สิทธิพิเศษต่างๆ แก่คนเชื้อสายมาเลย์ เช่นการกำหนดให้บริษัทต่างๆจ้างพนักงานเชื้อสายมาเลย์อย่างน้อย
30% ซึ่งแต่เดิมนั้นนโยบายดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างทางชนชั้นระหว่างคนร่ำรวยซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายจีน
กับคนยากจนที่ส่วนใหญ่มีเชื้อสายมาเลย์ แต่นักเศรษฐศาสตร์ Leng
บอกว่านโยบายที่เคยใช้ได้ผลในอดีตนี้
ปัจจุบันกลับทำให้มาเลเซียมีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจลดลง
นักเศรษฐศาสตร์มาเลเซียผู้นี้ยังบอกด้วยว่า
ในระยะยาว ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีจะช่วยสร้างโอกาสด้านการจ้างงานใหม่ๆ มากขึ้น
และการจัดสรรโอกาสอย่างเท่าเทียม จะช่วยให้ประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ อย่างมาเลเซียสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันขึ้นมาได้
ผ่านทางการเชื่อมโยงด้านภาษา และวัฒนธรรมระหว่างคนเชื้อสายจีนและเชื้อสายอินเดียที่เป็นชนกลุ่มน้อยในมาเลเซีย
กับประชาชนในอีก 2 ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียในปัจจุบัน
